Pirate of Silicon Valley

.ชื่อเรื่อง : Pirate of Silicon Valley

ชื่อไทย : บิล เกทส์ เหนืออัจฉริยะ

ปีที่ฉาย : 1999

ประเทศ : USA

เสียง : อังกฤษ

ซับ : ไทย

รีวิวโดย ผมเองครับ

เขียนไว้นานหลายปีแล้ว

และขอประนามคนที่ copy บทความที่ผมเขียน เอาไปลงที่เว็บอื่นๆ โดยไม่ให้เครดิต -*-

เชื่อเหลือเกินว่าทุกคนที่กำลังอ่านข้อความนี้อยู่นั้น เปิดและปิดคอมพิวเตอร์เป็น

ชีวิตของมนุษย์เราทุกวันนี้ผูกพันธ์กับคอมพิวเตอร์ไม่มากก็น้อย

หนังเรื่องนี้จะทำให้คุณรู้ว่า 

กว่าที่คอมพิวเตอร์จะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตเราแบบทุกวันนี้นั้น 

มันต้องผ่านอะไรมาบ้าง ?

และชายหนุ่มสองคนที่มีชื่อว่า บิล เกทส์ กับ สตีฟ จ็อบส์ 

เขาเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างไร ?



หลายคนรู้จัก บิล เกทส์ ในฐานะเจ้าของบริษัทไมโครซอฟท์ 

และเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

แน่ละ เขาไม่ได้รวยมาตั้งแต่เกิด ใน Pirate of Silicon Valley 

เราจะได้เห็นเรื่องราวของเขาในตอนที่เป็นนักศึกษา

จนกระทั่งลาออกมาเพื่อเปิดบริษัทเล็กๆ ของตัวเอง 

และต้องเดินตามรอยเท้าของชายอีกผู้หนึ่ง....

ชายที่มีชื่อว่า สตีฟ จ็อบส์

ไม่แปลก ถ้าหากคุณจะไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ 

แต่เชื่อเถอะว่าหากคุณไปถามสาวกเครื่อง mac หรือ mac user แล้ว

เขาจะตอบคุณว่า สตีฟ จ็อบส์ คือพระเจ้า!! 



ชายหนุ่มผู้เปรียบคอมพิวเตอร์เป็นดั่งงานศิลปะ 

และตัวเขาก็คือศิลปินผู้ผลิตงานศิลปะชิ้นนั้นๆ ออกมาคนนี้

เป็นผู้ก่อตั้ง บริษัท แอปเปิ้ล หรือ แมคอินทอช 

ที่สามารถแย่งตลาดคอมพิวเตอร์มาจาก บริษัท IBM ได้

เขาทำได้อย่างไร ?

สตีฟ จ็อบส์ ชายหนุ่มผู้ซึ่งเคยแบกจอมอนิเตอร์ 

และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเข้าไปขอเงินกู้จากธนาคาร

แล้วโดนหัวเราะเยาะกลับมาว่า "คนบ้าที่ไหนวะ มันจะซื้อคอมพิวเตอร์ไปใช้ที่บ้าน"


สตีฟ จ็อบส์ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่โด่งดัง 

และประสพความสำเร็จด้วยวัยยังไม่ถึงสามสิบปี

ในขณะที่ตอนนั้น บิล เก็ทส์ 

ยังเป็นเจ้าของบริษัทไมโครซอฟท์ที่ยังกระจอกต๊อกต๋อยอยู่...

หนังเรื่องนี้คือการชิงไหวชิงพริบกันของผู้ชายสองคนนี้ 

ตัวหนังเดินเรื่องได้กระชับ สนุก และไม่น่าเบื่อเลย

การแสดงของตัวเอกทั้งสองในเรื่องก็อยู่ในขั้นดีเยี่ยม 

โดยเฉพาะคนที่เล่นเป็น บิล เกทส์ นั้น เรียกได้ว่า

ถอดบุคลิกของตัวจริงออกมาเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการพูด หรือการเดิน

เป็นหนังในดวงใจเรื่องหนึ่งของผม 

และเป็นหนังที่ใครอีกหลายคนไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ...

ปล. ข้อความตั้งแต่บรรทัดต่อไปนี้ 

เหมาะสำหรับผู้ที่เคยดูหนังเรื่องนี้แล้ว (เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนต์)

ในตอนจบของ Pirate of Silicon Valley 

เราจะเห็นภาพ บิล เก็ทส์ ซึ่งดู 'เหนือ' เหลือเกิน

และจากการพลาดของ สตีฟ จ็อบส์ ก็ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะถอยบ้าง 

ซึ่งนั่นเป็นเหตุการณ์ช่วงยุคต้น '90 ถือได้ว่าเป็นช่วงตกต่ำของ บริษัท Apple 

เรามาดูกันว่าต่อจากนั้น เกิดอะไรขึ้นบ้าง......

- จากคำให้การณ์ของ darkdante mac user คนหนึ่ง -

ตอนจบมันไม่ได้มาถึงในปัจจุบันหว่ะ มันถึงแค่ช่วงยุคต้น90 

ซึ่ง Apple เป็นช่วงตกต่ำหว่ะ แต่หลังจากนั้น ไอ้บิลโดนถอนหงอกกระจายเลย 

คือหลังจากนั้น Steve โดนไล่ออกจาก Apple 

แล้วหายหัวไปพัฒนา NextStep อยู่พักนึง ส่วนทาง Apple 

ไปเอาผู้บริหารจาก Coca-Cola มานั่งคุม

ทาง Microsoft ที่ได้ไปดู ระบบปฏิบัติการตอนนั้น 

แม่งก็ไปเอามาพัฒนาเป็น Win95 แล้วขายดีไง มันก็เลยดูว่า bill มันเหนือ

หลังจากนั้น Steve ก็กลับมาพร้อมกับ iMac รุ่นที่เป็นสีๆ 

ตอนนั้นเป็นช่วงใกล้ปี 2000 ช่วงนี้แหละสุดตีน 

Apple แข่งกับ Microsoft สุดมันส์เลย ยอดขายพวก iMac ดีเหลือเชื่อ 

ในที่สุด Steve ก็ได้กลับมานั่งตำแหน่ง CEO ของ Apple อีกที 

กำไรเข้าบริษัท ปีๆ นึงไม่รู้กี่ล้าน $

Microsoft ออก Win me มา แต่แป๊กไม่เป็นท่า 

ปัญหา bug กระจาย จนต้อง ออก WinXp ออกมาแทน 

ซึ่งเป็นช่วงที่ Apple เปิดตัว Mac OSX ไปตั้งนานแล้ว 

ทำให้หลายคนมองว่า MacOSX ดีกว่า ทันสมัยกว่า Window อยู่เยอะเลย 

ระบบปฎิบัติการก็เป็น Unix base ไม่ค่อยมีปัญหา แล้วเสถียรกว่ามาก 

ซึ่ง Window ก็เพิ่งจะมาเข้าใจเรื่องพวกนี้ตอนออก Win Vista

เทียบเอาแล้วกันว่ามันออกมาห่างกันประมาณกี่ปี 

MacOSX version แรกออกมาตั้งแต่ปี 2001

ที่สำคัญเลย ดอกใหญ่ที่ bill โดน 

คือเรื่องของ iPod ทำยอดขายได้ทั่วโลกไม่รู้กี่ล้านเครื่อง 

แต่**ดู MP3 ของ Microsoft ที่ชื่อ Zune ดิ ขายได้ไม่รู้ ถึง 10 ล้านเครื่องป่าว 

เดาว่าไม่น่าจะถึง แล้วก็แป๊กอีก จนมาถึง iPhone และ iPod Touch 

ดูเอาว่า มันล้ำกว่าขนาดไหน 

เพราะอะไรรู้ป่าว เพราะว่าเวลา steve ออกแบบอะไรออกมา 

เค้ามีการทดสอบและจะไม่ปล่อยข่าวออกมาเลยจนวินาทีสุดท้ายที่ของจะ lunch 

และ Apple ทำ OS เป็นของตัวเอง แล้วเลือก Hardware เอง

ขายพร้อม OS ที่ได้คัดเลือกมาแล้วว่าไม่มีปัญหา 

ไม่เหมือน Window ซึ่ง Hardware อะไรก็ได้ไม่เกี่ยง ประกอบเองมันยังลงได้เลย 

เลยทำให้ไม่มีความ Stable ปัญหาเรื่อง Driver ทั้งหลายแหล่เลยตามมา 

นี่แหล่ะจุดขายของ Apple ปิดระบบพัฒนาเทคโนโลยีเอาไว้ ทำเองพัฒนาเอง 

จนได้ความ Stable มากที่สุด ไม่มีการปล่อยให้ Third Party เอาตัว OSไปทำเลย 

เลยทำให้เครื่องที่ Apple ขายมีจุดแข็งและแพงกว่า 

คือ มันพลาดแค่ ครั้งนั้น ครั้งเดียว ที่ให้เครื่องต้นแบบไป (ในหนัง) มันเลยเข็ดไง

ตอนนี้ Apple ไม่เล่นตลาด Com อย่างเดียวแล้ว 

ตอนนี้ apple มันมองไปเรื่องอื่นด้วยแล้ว จับ content มาขายหมด

ถ้าดูใน iTune Store จะรู้ ว่า มันเล่นทั้ง ข่าว หนัง เพลง 

บริษัท Pixar ก็เป็นของ Jobs ไปแล้ว 

Disney / Jobs ก็มีรายชื่อเป็น บอร์ดบริหารอยู่ 

แล้วจับทุกอย่างมา ขาย online ให้ DL ไปดูผ่าน iPod

แล้วยิ่งตอนนี้ มาจับ iPhone แล้วด้วย Content ทั้งหมด ก็จะถูกซื้อได้ง่ายขึ้นไปอีก 

เพราะโทรศัพท์ มันต่อ internet ได้เลย ซื้อแล้วเก็บในโทรศัพท์ 

กลับมาถึงบ้านก็ link เข้า Com

นี่แหละ ที่ Apple เรียกทั้งหมดว่า Digital Hub

ส่วน วอสเนียก (เพื่อนของ สตีฟ ในภาพยนต์) 

ก็ยังอยู่ แต่ไม่เป็นคนออกโรงเองแล้ว ไปอยู่เบื้องหลังแล้ว

Popular posts from this blog

เทคนิค ชนะ เกมเศรษฐี 14 ตารวด!!! ( Let's get Rich )

Using Google Chrome Inspect Element to Analyze the website

Easy way to download whole youtube play list and convert them to mp3